OS x-men

[OS x-men] Perfect Strangers | Hank x Peter

Title: Perfect Strangers

Pairing: Hank Mccoy x Peter Maximoff

Author: lizlada

Note: ก่อนอื่นเลย ขำการบ้านวีคนี้มาก 55555555 สำหรับเรา… แฮงค์ผู้มีประสบการณ์นกๆๆๆ จะไม่นกอีกต่อไปแล้วค่ะ อ้าว แล้วมันจะเกี่ยวกับโจทย์ยังไง เอาเถอะค่ะ เราจะดันทุรังให้ได้ งุ้ย ;w;  ปล.เนื้อหาในฟิคไม่เกี่ยวข้องกับหนังและไทม์ไลน์ของ x-men แต่ความสามารถเฉพาะตัวคงอยู่เล็กน้อยค่ะ

 

tumblr_ob6lac3XRv1ufx7vgo1_500

(ลืมภาพแฮงค์คนเนิร์ดไปนะคะ วีคนี้มีแต่แฮงค์คนฮ็อต(?))

 

งานเลี้ยงสำหรับนักวิจัยยังไม่ทันจบลง แต่ชายหนุ่มก็เบื่อหน่ายเกิดกว่าจะสนทนากับเหล่านายทุนทั้งหลายเต็มแก่ เขาก้มมองนาฬิกาข้อมือ มันปรากฏเวลาเกือบเที่ยงคืนเข้าแล้ว ดวงตาสีฟ้ากวาดมองไปโดยรอบห้องจัดเลี้ยง โคมไฟระย้าที่ประดับอยู่เหนือเพดานหรี่แสงลงเล็กน้อยเมื่อดนตรีบรรเลงเปลี่ยนเป็นจังหวะเนิบช้า แขกเหรื่อส่วนใหญ่ควงคู่ควงออกไปเต้นรำ ซบอิงแอบดั่งวันนี้เป็นวันแต่งงาน…

ให้ตายเถอะ… ถึงเวลาที่เขาควรออกจากงานเลี้ยงสักที

แฮงค์ แมคคอยก้าวออกจากห้องจัดเลี้ยงโดยไม่ได้หันไปบอกกล่าวกับใคร ร่างสูงพาตนเองมาถึงรถยนต์ส่วนตัว พลางความคิดก็นึกถึงที่ที่เขาอยากโยนความน่าเบื่อจากงานเลี้ยงทิ้งไปเสีย มือหนาขยับคลายปมเนคไท ก่อนจะติดเครื่องยนต์…เขานึกออกแล้ว

บาร์เครื่องดื่มชื่อดังในลอนดอนเป็นจุดหมายปลายทางของแฮงค์ เขามักได้พบเจอผู้คนที่น่าสนใจเสมอในย่านนี้ เวลาล่วงเลยเที่ยงคืนไม่ได้ทำให้คนในร้านลดน้อยลงไปเลย ส่วนใหญ่ล้วนเป็นลูกค้าประจำที่แวะมาดื่มเบียร์รสชาตินุ่มลิ้น พูดคุยสังสรรค์และสร้างความสัมพันธ์ใหม่ๆ ไม่รู้จบ ร่างสูงจับจองที่นั่งหน้าเคาน์เตอร์บาร์ เจ้าของร้านวางเสิร์ฟแก้วเบียร์ด้วยท่วงท่าคล่องแคล่วก่อนจะหันไปรับออเดอร์จากลูกค้าอีกราย

ชายหนุ่มมองบรรยากาศของร้านด้วยความเพลิดเพลิน ระหว่างนั้นเองที่เขาสังเกตเห็นเหตุการณ์นอกร้าน มันชุลมุนและอึกทึกครึกโครม กลุ่มเด็กวัยรุ่นชายสามคนวิ่งไล่ตามหาบางอย่างที่ไม่อาจมองเห็นได้ชัดเจน ผ่านไปครู่หนึ่งความวุ่นวายก็จบลง ไม่มีอะไรผิดปกติ…ไม่มีแม้แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาควบคุมดูแล แฮงค์ยักไหล่พลางกลับมาสนใจเบียร์ในแก้วตามเดิม เขาปล่อยให้เวลาเดินไปอย่างอ้อยอิง อย่างไรก็ตามเขาไม่ได้ให้ความสนใจใครเป็นพิเศษในคืนนี้ เขาแค่พูดคุยกับพวกเธอ เล่ามุขตลกบ้างสุดท้ายจบลงเพียงแค่การจูบแก้มบอกลา

นักวิจัยหนุ่มเดินกลับมายังรถสปอร์ตซึ่งจอดไว้ห่างจากร้านพอสมควร เขากำลังจะเปิดประตูรถ ทว่าแฮงค์กลับสังเกตเห็นความเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิตหนึ่งหลบอยู่ข้างถังขยะขนาดใหญ่ภายในตรอกแคบๆ เยื้องกับบริเวณที่ร่างสูงยืนอยู่ ด้วยวิสัยของนักวิจัยจึงทำให้เขาไม่อาจเพิกเฉยต่อสิ่งผิดปกติได้ เขาก้าวเข้าไปใกล้ ตรอกมืดสลัวมีเพียงแสงไฟจากเสาไฟด้านนอกส่องถึง

ภายใต้ความมืด แต่เส้นผมสีเงินกลับส่องประกายเชื้อเชิญให้สนใจได้อย่างประหลาด แฮงค์ถอนหายใจโล่งอกไปเปราะหนึ่งที่เขาไม่ได้กำลังเผชิญหน้ากับสัตว์ทดลองชวนขนลุกดั่งเช่นในภาพยนตร์วิทยาศาสตร์เขย่าขวัญ เขาทอดสายตามองร่างสั่นเทาของเด็กหนุ่มเนื้อตัวมอมแมม นั่งกอดเข่าช้อนสายตามองเขาด้วยความตื่นตระหนกไม่ต่างอะไรไปจากลูกนกปีกหัก

“ไม่ต้องกลัว…ฉันไม่ทำอะไรนายหรอก” ว่าขณะย่อตัวลงตรงหน้าเด็กหนุ่ม แฮงค์พยายามสำรวจหาร่องรอยบาดเจ็บสำคัญบนตัวลูกนกหลงทาง พลันเขาเห็นแผลถลอกขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็กตรงหน้าแข้ง เลือดไหลเกรอะกรังแถมเด็กนี่ยังไม่ใส่รองเท้า เขาจึงพบว่าเท้าทั้งสองข้างเต็มไปด้วยแผลผุพอง

“ไปทำแผลเถอะ ฉันรู้จักคลินิกแถวๆ นี้”

“ไม่ไป…” เจ้าของดวงตาสีน้ำตาลเข้มปฏิเสธเขาเสียงเบา

“ไม่เอาน่า แผลขนาดนี้จะนั่งทนหลบอยู่ข้างถังขยะก็ไม่มีใครช่วยนายได้หรอก แผลมันหายเองไม่ได้ …ไปกับฉันเถอะ” ถึงอย่างนั้นแฮงค์ก็รั้นพอจะช่วยเหลือคนแปลกหน้า เขาไม่อยากปล่อยให้ใครต้องมานั่งหนาวไปตลอดคืนท่ามกลางอากาศที่กำลังแปรปรวนในกรุงลอนดอนขณะนี้แน่ ชายหนุ่มถอดเสื้อสูทตัวนอกก่อนจะคลุมไหล่ร่างเล็ก เมื่อไม่มีท่าทีขัดขืนใดๆ แล้วแฮงค์จึงพยุงเด็กหนุ่มลุกขึ้นจากพื้น เขามีเพื่อนเป็นหมอเจ้าของคลินิกซึ่งอยู่ไม่ห่างจากย่านนี้ อย่างน้อยก็เพื่อให้เจ้าเด็กผมเงินได้รับการปฐมพยาบาลเบื้องต้นเสียก่อน

 

 

หลังจากทำแผลเรียบร้อยดีแล้ว แฮงค์จึงสอบถามอาการของเด็กหนุ่มจากหมอเจ้าของไข้ ได้ความว่าแผลที่หน้าแข้งเกิดจากการสะดุดหกล้ม ส่วนเท้าที่ผุพองก็มาจากการวิ่งด้วยความเร็วบทพื้นคอนกรีตโดยไม่ใส่รองเท้า ซึ่งอาการทั้งหมดไม่ได้น่าเป็นห่วงนัก คงมีแค่เด็กนี่จะอ่อนเพลียจากการอักเสบของแผลเท่านั้น

“ขอบคุณครับที่ช่วยผมไว้ ว่าแต่คุณชื่ออะไร” คนที่นั่งห้อยขาอยู่บนเตียงทำแผลเอ่ยถามเขา แฮงค์ส่ายหน้าให้เล็กน้อย เขาไม่ต้องการคำขอบคุณอะไรมากมาย อีกประการ…การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์สักคนไม่ใช่เรื่องเหลือบ่ากว่าแรงเลยด้วยซ้ำ

“แฮงค์ แมคคอย เรียกแค่แฮงค์ก็พอ แล้วนาย?”

“ปีเตอร์ แม็กซิมอฟ”

“โอเค ปีเตอร์…แล้วไปทำอีท่าไหนมาถึงได้สะบักสะบอมขนาดนี้” เขาเลิกคิ้วถาม แต่เด็กหนุ่มกลับอึกอักที่จะพูด เจ้าตัวเม้มริมฝีปากแน่น แฮงค์ถอนหายใจกระนั้นก็ยังเฝ้ารอคำตอบ

“เผลอไปเหยียบหางพวกมันเข้าน่ะ ผมก็ไม่รู้จะอธิบายยังไง…เป็นเรื่องที่ผมชินไปแล้ว”

“อ๋อ นายหมายถึงเด็กวัยรุ่นท่าทางเอาเรื่องพวกนั้นล่ะสิ พอดีฉันเห็นพวกมันวิ่งผ่านหน้าร้านเบียร์ตอนฉันนั่งอยู่ในร้านพอดี”

“ครับ พวกนั้นแหละ มันวิ่งไล่กรวดผมตั้งแต่ที่หอแล้ว” แม้ปีเตอร์จะบอกเล่าเรื่องราวก่อนหน้าให้เขาฟังด้วยรอยยิ้มแต่มันช่างเป็นรอยยิ้มที่ขื่นขม หากจะพูดกันตามตรงถึงแม้กาลเวลาผ่านไปกี่ยุคกี่สมัย สังคมของเด็กนักเรียนมักเต็มไปด้วยวีรกรรมการกลั่นแกล้งผู้ที่ไม่มีทางสู้เรื่อยมา เขาเคยเป็นหนึ่งในนั้น ย้อนไปเมื่อเกือบสิบกว่าปีก่อน แฮงค์เองก็ชกต่อยกับเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันเพราะคำพูดเหยียดหยามน้ำใจมาแล้ว

“ถ้ากลับหอไปตอนนี้จะโดนพวกเจ้าพวกนั้นรอเล่นงานอยู่อีกไหม?”

“ก็อาจจะ แต่ไม่เป็นไร…ผมวิ่งเร็ว”

“เท้าระบมขนาดนี้ คิดว่าจะวิ่งไหวหรือไง” แฮงค์ว่าพลางกอดอก นัยน์ตาคมมองผ้าพันแผลบริเวณเท้าทั้งสองข้างของเด็กหนุ่ม “ไม่รู้ตัวเลยหรอว่าตอนนี้นายอย่างกับลูกนกที่ตกลงมาจากรัง”

สีหน้าของคนตรงหน้าดูคิดไม่ตกหลังฟังเขาพูดจบ เจ้าเด็กผมเงินนิ่งคิดพลางขยับปากตอบงึมงำ

“เอาเป็นว่าผมจะนอนที่คลินิก”

“คลินิกที่นี่ไม่อนุญาตให้คนไข้ค้างคืน”

“…อ้าว”

“ถ้านายไม่คิดอะไรมาก ไปค้างที่อพาร์ทเม้นท์ฉันก็ได้” เกิดความเงียบงันระหว่างพวกเขา แฮงค์รู้ดีว่านี่มันออกจะประหลาดหากจู่ๆ คนแปลกหน้ามาชวนให้ไปค้างที่อพาร์ทเม้นท์ แต่สำหรับเขา…เขามีเจตนาบริสุทธิ์ อีกทั้งแฮงค์เองรู้วิธีการเข้าหาใครสักคนอย่างเป็นขั้นเป็นตอนเสมอ นักวิจัยหนุ่มไม่ใช่คนบุ่มบ่ามประหนึ่งสิงโตล่าเนื้อ ยิ่งไปกว่านั้นเขาสงสารปีเตอร์หากต้องปล่อยให้เด็กหนุ่มต้องกลับไปผจญชะตากรรมที่คาดเดาไม่ได้

“ถ้ายังไง ก็รบกวนหน่อยนะครับ”

จนแล้วจนรอดปีเตอร์จึงตอบรับคำชวนของเขา แม้บรรยากาศที่เกิดขึ้นออกจะกระอักกระอ่วนไปบ้าง ทว่าแฮงค์กลับไม่ใส่ใจ เขาพาเด็กหนุ่มกลับไปที่อพาร์ทเม้นท์ส่วนตัว เนื่องด้วยเขาอาศัยอยู่คนเดียวจึงไม่จำเป็นต้องเกรงใจใคร ชายตัวสูงเดินนำพาลูกนกตัวกระเปี๊ยกไปยังห้องนอนรับแขก โชคดีที่เมื่ออาทิตย์ก่อนแม่ของเขาเดินทางมาเยี่ยมที่ลอนดอน เตียงนอนและของใช้บางอย่างจึงพร้อมใช้งาน แฮงค์จัดแจงทุกอย่างจนแน่ในว่าปีเตอร์จะสามารถพักผ่อนได้เต็มที่ เขาก็กลับไปยังห้องนอนของตนเอง อาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าในเวลาที่ย่ำตีสองเข้าแล้ว

“แฮงค์…” เสียงเรียกที่หน้าห้องนอนทำให้ชายหนุ่มจำต้องเดินไปแย้มประตู เด็กหนุ่มภายใต้ชุดนอนของเขาส่งยิ้มจางมาให้ ตอนนี้ใบหน้าเปรอะเปื้อนมอมแมมของปีเตอร์ดูดีขึ้นมาก จนอาจเรียกได้ว่าน่ามองเลยทีเดียว

“ว่าไง หื้ม?”

“แค่อยากมาขอบคุณอีกครั้งน่ะ ขอบคุณนะแฮงค์”

“อืม ฉันยินดีช่วย…ดึกแล้วไปนอนเถอะ” เขาเอื้อมมือไปยีกลุ่มผมสีเงินเพราะนึกเอ็นดู ปีเตอร์ขยับตัวหนีเล็กน้อยแต่ก็ยังส่งยิ้มมาให้ เด็กหนุ่มหันหลังเดินไปยังห้องนอนรับแขกตรงกันข้าม แฮงค์มองบานประตูหับลงส่วนเขากลับไปยังเตียงนอนกว้างของตนเอง

เขาล้มตัวลงนอน…ภาพของเจ้าเด็กปีเตอร์เวียนขึ้นมาในหัวสมองเมื่อยามหลับตา

เก็บลูกนกมาเลี้ยงไว้แบบนี้ ก็ชักไม่อยากจะปล่อยไปเสียแล้วสิ

 

 

ตั้งแต่วันนั้น แฮงค์ก็ไม่ได้เจอกับเด็กคนนั้นอีก ถ้ารู้ว่าการปล่อยลูกนกไปแล้วมันจะไม่บินกลับมาหาเขา บางทีชายหนุ่มน่าจะสรรหาวิธีหลอกล่อปีเตอร์กลับมายังรังของเขาอีกสักหน เวลานี้เขาถึงได้มาจอดรถรอเจ้าเด็กผมเงินถึงหน้าโรงเรียนมัธยม เด็กนักเรียนมากหน้าหลายตาเดินขวักไขว่ไปมายากจะสังเกต ทว่าปีเตอร์ แม็กซิมอฟค่อนข้างโดดเด่นกว่าใคร แน่นอนเพราะเรือนผมสีแปลกตา แฮงค์โบกมือเรียกเด็กหนุ่ม เขาเห็นดวงตาสีเข้มเบิกขึ้นด้วยความไม่คาดฝัน

“คุณมาทำอะไรที่นี่น่ะแฮงค์” เด็กนั่นเดินมายืนข้างตัวรถพร้อมกับเอ่ยถามน้ำเสียงประหลาดใจ

“มารับนายไปส่งหอ” ชายหนุ่มหัวเราะแต่ลำคอเมื่อเห็นสีหน้าของปีเตอร์ขุ่นเคืองขึ้นมาหน่อย

“แฮงค์…หอผมแค่เดินไปไม่ถึงร้อยเมตรก็ถึงแล้ว”

“งั้น ไปนั่งรถเล่นกัน” เขาอ้างไปเรื่อยเปื่อย ซึ่งผลที่ตอบกลับคือสีหน้ายุ่งเหยิงเป็นสองเท่าของปีเตอร์ แม็กซิมอฟ

“ห๊ะ…”

“มาเถอะ รับรองว่าฉันขับรถปลอดภัยหายห่วง” แฮงค์ยิ้มขำเมื่อการกระทำของเขาในตอนนี้ช่างไม่ต่างอะไรไปจากหนุ่มจอมตื๊อ ยังไงซะ วันนี้เขาต้องได้พูดคุยกับเด็กนี่ให้มากกว่าการชวนไปนั่งรถเล่น เขาไม่อยากปล่อยสิ่งน่าสนใจดีๆ หลุดลอยไปโดยที่เขาไม่ทันเริ่มต้นแน่

“ก็ได้…”

เด็กหนุ่มเดินอ้อมไปเปิดประตูด้านข้างคนขับก่อนจะมุดตัวเข้ามานั่งด้านใน นักวิจัยหนุ่มออกรถ แฮงค์ไม่มีจุดมุ่งหมายแน่ชัดหลังจากนี้ เขาเพียงแค่ขับรถไปเรื่อยๆ ท่ามกลางบรรยากาศพระอาทิตย์ตกดิน แม่น้ำเทมป์ทอประกายจากแสงอัสดงได้งดงามและมันก็ชวนให้ปีเตอร์หันไปสนใจจนลืมไปว่าตนนั้นขึ้นรถมากับเขาด้วยท่าทีไม่ค่อยเต็มใจนัก เขาสามารถถ่วงเวลากลับหอของเด็กนี่ออกได้เกือบชั่วโมงกว่าโดยการแวะร้านอาหารเล็กๆ แต่ดูเหมือนโชคจะไม่เข้าข้างเขาในวันนี้ โทรศัพท์สายด่วนจากเพื่อนร่วมงานเรียกตัวเขากลับไปยังแล็บวิจัย แฮงค์จึงจำต้องวนรถกลับมาถึงเจ้าเด็กผมเงินที่หอเร็วกว่าที่เขาคาดไว้

“ขอบคุณนะแฮงค์” ปีเตอร์กล่าวขณะยืนอยู่ข้างตัวรถอีกครั้งคล้ายกับตอนที่เขามารับไม่มีผิด

“พูดขอบคุณเป็นอย่างเดียวหรือไง” ชายหนุ่มกระเซ้า

“คงงั้น”

“กลับขึ้นไปที่หอเถอะ อากาศเริ่มหนาวอีกแล้ว”

“ขับรถดีๆ นะแฮงค์” เด็กหนุ่มหันหลังเดินจากไป ทางขึ้นหอพักเป็นบันไดปูนเตี้ยๆ ตัวตึกทาด้วยสีหม่นตามสภาพ แต่แล้วแฮงค์กลับสังเกตเห็นกลุ่มเด็กวัยรุ่นกลุ่มเดิมดักรออยู่ด้านหน้า ปีเตอร์หยุดชะงักฝีเท้า เด็กพวกนั้นส่งสายตาเหยียดหยามมาทางเขาเพียงนิดก่อนจะเริ่มหันไปพูดจาชวนโมโหกับปีเตอร์ ร่างเล็กเซไปชนกับขอบเชิงบันไดเมื่อถูกผลักไหล่

แบบนี้จะให้เขากลับไปอย่างสบายใจได้ยังไงกัน!

แฮงค์ก้าวลงจากรถเพื่อเข้าไปห้ามปรามเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น

“หยุดก่อน แบบนี้ไม่ดีแน่”

“เดี๋ยวนี้มีคนคุ้มกะลาหัวแล้วหรอไอ้งั่ง ได้เงินมาเท่าไหร่วะ เอามาแบ่งดิ” หนึ่งในเด็กพวกนั้นยังคงพ่นวาจากวนประสาท ในฐานะที่แฮงค์เป็นผู้ใหญ่แล้ว เขาจะไม่ทำตัวเป็นเด็กโดยการใช้กำลังแน่ เขาเพียงแค่คว้าข้อมือปีเตอร์ไว้เพื่อจะพาเจ้าตัวออกจากสถานการณ์ย่ำแย่ตรงนี้ ทว่าเด็กวัยรุ่นตัวโตอีกคนกลับจงใจผลักตัวเขาเต็มแรง ชายหนุ่มนึกสบถ…ท่าทางคงไม่จบด้วยดี

“ยุ่งอะไรวะ ไปหาเด็กที่อื่นเหอะ”

ชั่ววินาทีหนึ่งเท่านั้นที่แฮงค์ปล่อยให้ลูกพี่อีกคนในตัวเขม่นคำราม ดวงตาสีฟ้าของเขาวาวโรจน์ดั่งสัตว์ร้าย ฟันเขี้ยวโผล่ออกมาให้เห็น…

เด็กเกเรพวกนั้นหน้าถอดสี ก่อนจะวิ่งจากไปโดยไม่เหลือคราบอันธพาลแต่อย่างใด

แฮงค์ควบคุมตันตนอีกคนให้กลับมาสงบนิ่ง เด็กหนุ่มข้างกายเขาเบิกตากว้าง จ้องหน้าเขาราวกับไม่คิดไม่ฝันว่าสิ่งที่เห็นเป็นเรื่องจริง

“แฮงค์…คุณเป็นมิวแทนท์”

“ไม่เชิง” เขาหัวเราะเบาๆ ขณะมองใบหน้าตื่นตกใจของปีเตอร์

“นึกว่ามีแค่ผมที่ดูจะประหลาดกว่าใครซะอีก ผมหมายถึง…ที่มีพลัง ผมไม่อยากแสดงพลังแบบนี้เพราะคนอื่นจะคิดว่าผมแปลก นั่นแหละคือสาเหตุที่ผมถูกเจ้าพวกนั้นแกล้งทุกวัน”

“อย่ากลัวที่จะใช้มัน ควบคุมมันให้ได้ก็พอ เอาล่ะ ฉันคงต้องไปแล้ว เพื่อนที่แล็บคงรอแย่” แฮงค์ลูบศีรษะเด็กหนุ่มเป็นการบอกลาก่อนขอปลีกตัว ร่างสูงเดินกลับมายังรถยนต์ที่จอดทิ้งไว้ เขากำลังจะติดเครื่องยนต์ทว่าการเคลื่อนไหวอันแสนรวดเร็วของใครอีกคนทำเอาแฮงค์ระบายยิ้มขบขัน ปีเตอร์นั่งอยู่ที่นั่งข้างคนขับอีกครั้ง

“คงไม่เป็นอะไรใช่ไหมถ้าผมอยากฟังเรื่องต่างๆ จากคุณ” แฮงค์พยักหน้ารับ เขาเข้าใจความหมายของเรื่องต่างๆ ชัดเจน บางทีเขาอาจเป็นคนทำให้ปีเตอร์รู้ขีดจำกัดของพลังก็เป็นได้ แน่ล่ะ…เขาเป็นนักวิจัย เขาเรียนรู้และศึกษาการกลายพันธุ์มานักต่อนักแล้ว

อย่างไรก็ตาม สำหรับปีเตอร์ แม็กซิมอฟ แฮงค์ไม่ได้อยากศึกษาแค่พลังกลายพันธุ์เพียงอย่างเดียว…เด็กนี่ยังมีสิ่งที่น่าค้นหาอีกมากมาย

“ด้วยความยินดี…ปีเตอร์”

 

END

 

Talk*

ตรงโจทย์มั้ยอ่ะ ไม่รู้ 5555555555 แต่ก็มีคำว่านกนะ แล้วแฮงค์ก็เกือบจะนกด้วย โชคดีที่ปีเตอร์ไม่ทำให้พี่เขานก อิอิ

ไม่ใช่การลั่นฟิคแล้วค่ะ ลั่นมา 2000 กว่าคำ คิดว่าเริ่มไม่ลั่นแล้ว กรี๊ด

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s